| kae さんのプロフィールเปิดประดู--ดู--ภูมิศาสตร...フォトブログリスト | ヘルプ |
11月1日 เส้นทางแห่งความสุข ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่วันที่23 ตุลาคม เดือนที่เริ่มสัมผัสความหนาวแล้ว เราตั้งใจจะไปเที่ยวก่อนเปิดเทอมกัน หลังจากล้อหมุนออกเดินทาง ที่แรกที่เราถึงคือ อุทยานแห่งชาติแม่เมย จุดหมายที่เราจะพักแรมที่แรก ม่อนกิ่วลม ที่ระดับความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเลกว่ากว่าๆ ไปถึงก็ค่ำแล้ว เราช่วยกันกางเตนท์โดยปราศจากนักท่องเที่ยวอื่นเรย นอกซะจากควาย2-3ตัวที่มาคอยต้อนรับเราอยู่ ค่ำคืนบนม่อนกิ่วลม ความสว่างที่นอกเหนือจากความมืดความมืดที่ห่อหุ้มเราไว้ทุกทิศทาง คือ ดวงดาวและกองไฟที่เราช่วยกันก่อ ดวงดาวที่กระพริบวับวาวก่ะลมหนาวที่พัดเบาๆ แต่ความหนาวที่นั้นถูกบรรเทาด้วยไออุ่นจากกองไฟที่เราช่วยกันก่อเกือบชั่วโมง คืนนี้เปงคืนที่เราสนุกกันมาก ทั้งกินเบียร์ ร้องเพลง เคล้ากับเสียงกีตาร์ เอาซะว่ากินจนเมาเละเรย ตื่นเช้ามากับอาการเมาค้างของพิษเบียร์ช้างเมื่อคืน แต่แปลกแฮะพี่เก้(เพื่อนร่วมทาง)กลับมีอาการวิงเวียนด้วยสงสัยมันจะเป็นโรคติดต่อแฮะ ภาพที่ปรากฏเมื่อเปิดซิบเตนท์ออกมา ความงามของทะเลหมอกข้างหน้าทำซะลืมอาการเมาค้างเรย หลังจากอิ่มเอิบ(เขียวรื่นรมย์)กับทะเลหมอกซักพักเราก็ลงจากม่อนกิ่วลมไปยังจุดหมายต่อไป "แม่ฮ่องสอน" ดินแดน .. หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณ๊งาม ลือนามถิ่นบัวตอง ... ถามพี่เอก(เพื่อนร่วมทาง)จนจำซะขึ้นใจเรยอิอิ ถึงล่ะแม่ฮ่องสอน ทางโค้งที่ลือเลื่อง ทำเอาซะเอาความเมารถมากลบเกลือนเมาค้างเรย 555+ เมื่อย่างกลายเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน ผ่านป้าย "ยินดีต้อนรับ"พี่แบงค์(เพื่อนร่วมทางกับเจ้ามือเลี้ยงข้าวน้องๆ)ก็ลงจากรถไปถ่ายรูปคู่ก่ะป้ายที่คู่ควรบันทึกภาพเก็บไว้ ตอนกลางวันเราใช้เวลาส่วนใหญ่ก่ะการนั่งรถโดยมีพี่วิทย์(พี่คนขับรถ)นั่งเหงาเพราะพวกเราขึ้นรถปุ้บก็แกล้งหลับกันหมดและทนขับรถคนเดียวฝ่าด่านโค้งต่างๆ ทั้งโค้งหักศอก หรือ โค้งวงกลมซึ้งพวกเราก็ไม่เคยเหนมาก่อน ถึงตัวเมืองก็ค่ำซะละ จุดพักแรมที่ 2 ปางอุ๋ง แสงจากดวงอาทิตย์เรือนหายจากเราโดยไม่รู้ตัว ทำให้เราต้องคลำทางสู่ปางอุ๋งไปเรื่อยๆ เรยเตลิดไปถึงหมู่บ้านรักไท(จีนฮ่อ)พวกผู้ชายลงไปถามทาง แหม๋ช่วงเวลาลงไปถามมานเป็นใจอารายขนาดนี้ ลูกสาวเจ้าของร้านซ่อมมอไซต์ทามายน่าฮักขน๋าด สงสัยจาต้องมาสมัครปะยางที่ร้านนี้แล้วแหละ555+ สุดท้ายก็มาถึงปางอุ๋ง หรือ "อุ๋งอุ๋ง" เรียกซะจนติดปาก วานนี้สบายหน่อยด่ายนอนรีสอทร์ พี่น้ามก่ะพี่เก้(เพื่อนร่วมทาง)2คนหลังเล็ก ส่วนผู้ชายนอนหลังใหญ่ หลังทุกคนเก็บข้าวของสัมพาระเสดเรื่องอาบน้ำม่ายต้องพูดถึงหนาวมั่กๆครายหล่ะจะไปบ้าอาบ เรามานั่งสุ่มหัวตั้งวงกินเหล้าบนแพที่อบู่บนทะเลสาปบนที่สูง 1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เอาเท้าจุ่มลงไปกลายเป็นน้ำอุ่นส่วนตอนเช้าน้ำจะเย็นเป็นความรู้ ที่สัมผัสด่ายในข้างนอกห้องเรียนเท่านั้น นั่งกินเหล้าไปก็ตั้งฉายาเพื่อนไป หรือจานินทาอาจารย์ก็ก็ขำซะจนลืมความเหนื่อยที่นั่งรถมาทั้งวัน ซักพักก็แยกย้ายกันเข้านอน ตื่นเช้ามาก็พบวิวทิวทัศน์อันงดงาม ที่ในเมืองมิอาจหาได้เรยเพียงเสี่ยวเดียวถ่ายรูปเก็บความทรงจำกันซักพักก็ออกเดินทางต่อ จุดหมายต่อคือห้วยน้ำดังคือที่พักคืนที่3ระหว่างทางเราพักเที่ยวถ้ำผีแมนล่องแพเข้าไปในถ้ำกิโลกว่าๆ ความงามในถ้ำขี้เกียงบรรยายเพราะเยอะเหลือเกินเอาเรื่องฮาดีกว่า เพราะป้านำทาง(ชาวไทยใหญ่พูดไม่ชัด)แกบอกว่าอาจเห็นงูสามเหลี่ยมออก3ตัวความฮาก็บังเกิด พี่เอกแกดันไปตีความหมายว่า สงสัยงูมานออกมาสวิงกิ้งกันมั้ง ทั้งที่อยู่ในป่าในเขายางงั้นแกยางฮาด่ายอีก เอาซะขำตลอดในถ้ำเรย ออกจากถ้ำมาก็มืดอีกล่ะ สงสัยเราจาต้องถึงที่ตอนที่พระอาทิตย์ตกไปก่อนตลอดเรยเหรอ! แต่พอขับรถไปซักพักพี่โอ๊คเปลี่ยนแผนแวะพักที่ อ. ปาย เพราะขึ้นห้วยน้ำดังตอนกลางคืนอันตราย กลายเป็นความประทับใจที่ด่ายมาพักที่อำเภอเล็กๆแต่อบอวลไปด้วยแสงไฟตอนกลางคืนคล้ายๆถนนข้าวสารเรย เราตกลงเข้าพักที่ดวง เกสเฮ้าเปิดห้อง 4 ห้อง ให้พี่วิทย์นอน 1 ห้องคนเดียวแก้เหนื่อยจากการขับรถมาไกล เราก็ออกไปเตดเตร่ข้างนอกกันหาอะไรกิน คงไม่พ้นแอลกอฮอ ร้านอยู่ตรงข้ามที่พัก วานนี้พิเศษมีมารากุห่ายดูดผมก็ม่ายรู้มันเปงรายแต่ดูดแล้วหวานๆ คล้ายบุหรี่ วนรอบกันผู้ ญ ก็เข้ามาร่วมวงด้วยคนม่ะเคยดูด วนรอบหลายรอบจนดูดเป็นเรย555+แล้วก็เข้านอน ตื่นเช้ามาเวลาตี5กว่าๆพี่โอ๊คมาปลุก ผมก่ะพี่เอกนอนด้วยกัน พี่เอกบอกว่าปวดหัวยังไงไม่รู้ สุดท้ายอ้ายอ๊อฟ(เพื่อนรุ่นผมเอง)บอกว่าเมื่อคืนโดนผีอำแล้วมาขอย้ายห้องก่ะพี่เอก เดินคุยกันมาที่รถพี่วิทย์แกก็บอกว่าแกก็โดน อ่าวฉิบหายล่ะโดนผีอำที 3คนเรย ดวงเกสเฮาเค้าเฮี้ยนจิงๆ เรามุ่งหน้าเดินอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังเพื่อชม ทะเลหมอกความสูง 1600เมตรกว่าๆ ที่เค้าสวยมากๆ แต่แล้วเงื่อนไขธรรมชาติที่มิอาจขัดขื่นก็นำพาความผิดหวังมาให้เรา เราม่ะเหงทะเลหมอกเรยนอกซะจากไอหมอกที่ขาวโพลนไปทั่วห้วยน้ำดัง แต่ม่ะเปงรายยางไงเราก็ถ่ายรูปกันเองก็ด่าย555+เก็บทุกความประทับใจและความผิดหวัง นั่งรอธรรมชาติเห็นใจให้ฟ้าเปิด รอแล้วรอเล่าก็ม่ายเหงซะที ม่ะเปงไรไปที่อื่นต่อดีก่าทิ้งความผิดหวังไว้ที่ห้วยน้ำดัง แล้วไปหาความสมหวังที่ข้างหน้าดีกว่า เราโบกมือลา จ.แม่ฮ่องสอน มุ่งหน้า จ. เชียงใหม่จ้าว ที่ต่อไปที่เราจะไปคือ หลังคาของประเทศไทย "ดอยอินทนนท์"นับเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ 2565จุดกว่าๆจากระดับน้ำทะเล ก่อนถึงยอดดอย เราแวะน้ำตกแม่ยะ ที่หนังสือบางฉบับบอกว่าสวยที่สุดในประเทศไทย เมื่อถึงน้ำตกแล้วเราพบกับปรากฏการณ์ที่เอาลักษณะน้ำตกทั่วประเทศมารวมกันไว้ที่น้ำตกแม่ยะที่เดียว สูงเด่น ตั้งตระหง่าน ไหลลดลั่นกันมากันมาเป็นชั้นๆ งดงามแต้ๆ ออกจากน้ำตกแวะซื้อเสบียงที่ร้านค้าหน้าทางเข้าน้ำตก ซื้อไปซะเยอะเรยเพราะแม่ค้า(ปิ้นป้อนก่ะล่อนเจงๆ)บอกว่าข้างบนเค้าปิดร้านเร็วเราคงไปไม่ทันร้านค้าแต่พอขึ้นไปกลับมีร้านค้าโน่น3ทุ่มกว่าเหอะๆเบียร์ก็แตกข้างทางเหอะๆ555+ แอบคิดในใจเสียดายฉิบเป๋งอุณหภูมิยอดดอยหนาวประมาน 10 องศาหนาวจิงๆมีควันออกปากโดยม่ะต้องดูดบุหรี่แหะๆ ประหยัดดีเราลงมานอนที่ลานกางเตนท์เอากับข้าวมานั่งกินแล้วก็แยกย้ายเข้านอน ตี5กว่าพี่โคมาปลุก ผมท้าทายความหนาวเย็นไปอาบน้ำฉิบหายแล้วน้ำเป็นแบบฝักบัว วัดใจตัวเอง โหย!!!หายใจแทบม่ะทัน รู้ล่ะแม่บอกบ่อยๆว่าอาบน้ำเย็นแล้วจะช็อคมันเป็นยางไง555+ ออกจากอินทนนท์มุ่งหน้าสู่ อมก๋อย อำเภอที่อยู่ในหุบเขาห่างไกลความเจริญรอนักท่องเที่ยวที่ชอบความท้าทายกับการนอนกลางดินกินกลางขุนเขา ที่ที่เราจะไปคือดอยม่อนจองสูง 1929 เมตร เป็นอันดับที่7ของประเทศซึ้งเราเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกในปีนี้ที่จะมาเยือนม่อนจอง มีรถ 4wd มารับเราที่ตัวอำเภอ พาไปส่งที่ตีนดอยระยะทางทรหดมาก16กม.เราต้องเดินทางขึ้นยอดดอยอีก6กม.มีคนนำทางคือ พี่บัง พี่เค้าทำงานอยู่ที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่ามูเซอหรือม่อนจอง ขาขึ้นนับพละกำลังทุกคนมีเต็มเปี่ยม ทั้งพลังใจและพลังกาย ระหว่างทางพวกทากยกขบวนกันมาดูดพวกเราอย่างไม่ขาดสายพี่แบงค์เปนบุคคลที่ทากเลือกมากที่สุด กว่าจะถึงที่พักด่าย ทั่งลื่น ทั่งล้ม ทั้งสไลด์ กันไม่เป็นท่าเรย พี่บังก่อไฟให้พวกเรา หลังจากไฟติดก็กินข้าวกันแถมยังมีดาวลอย(เหล้าดองก่ะดอกหญ้าลาย)ตบท้ายหลังอาหารช่วยบรรเทาความหนาวที่ให้เราด่ายตัวสั่น ปากสั่นกันได้ตลอดเวลาเรย555+ ตื่นเช้ามาทุกคนต่างบรรยายถึงความหนาวที่ตนเองสัมผัสมาเมื่อคืน เรากินข้าวเช้ากันเสดก็ออกเดินทางสู่ยอดหัวสิงห์ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในม่อนจอง เดินไปเรื่อยๆจะพบกวางผาหรือม้าเทวดาแต่เราไม่เจอเพราะเจอยากมาก ข้างล่างหุบเขาจะเป็นลานหญ้าหรือสนามกอล์ฟช้าง เราเดินตามสันเขาไปเรื่อยๆกับทัศนวิสัยที่ไอหมอกขาวเต็มไปหมด ถึงยอดดอยก็ถ่ายรูปและนั่งพักสูดอากาศสดชื่นบนยอดดอยนานพอสมควรจึงเดินทางกลับ กว่าจะถึงจุดที่รถ4wdมารับก็เรี่ยวแรงก็หายกันเป็นแถวยกเว้นพี่บังแกเล่นเดินไม่หยุดเรย ทิ้งท้ายทริปนี้แบบทรหดจิงๆๆ++มีอีกแยะอยากรู้มาถามเองน่ะ++thankพี่โอ๊ค:ผู้นำทางที่ดี ลูกทีมมิอาจขัดขื่น(แม้แต่ปวดขี้ก็ห้ามปวด55+ล้อเล่น)และภาพที่สวยๆให้เราด่ายดูย้อนถึงความทรงจำของทริปนี้พี่เอก :รองผู้นำที่บอกข้อมูลต่างๆผสมกับเรื่องขำๆตลอดเส้นทาง และถ่ายvdoให้เราด่ายดูทุกช็อตเรยพี่แบงค์ :ที่ดูแลน้องๆเรื่องอาหารการกินตลอดเรยไม่เว้นแม้แต่ยาสูบพี่น้ำ:ที่คอยบริการทุกอย่าง มีทุกอย่างที่ต้องการ และทำมาม่าที่อร่อยที่สุดในโลกให้กินกันพี่เก้ :ที่คอยบริการทุกอย่างเหมือนกัน ถึงแม้จะถอดใจเรื่องขึ้นภูเขาแล้วแต่อาจจะเปลี่ยนใจก็ด่ายเนาะอ่ายอ้อฟ:เพื่อนเลิฟที่คอยเป็นนายแบบหน้ากล้องทุกคน และก็ลู้บหลังตอนเมา(เมาค้างน่ะม่ะช่ายม่ะรถ)ห่ายเราพี่วิทย์ :ที่คอยนำพาเราไปทุกที่ด้วยรถตู้สุดที่รักของแกพี่บัง : ที่นำทางสู่ดอยม่อนจองแถมยังเอายาดองมาให้เป็ก555+ที่พัก : ที่ห่ายเราด่ายเอนกายห่ายห่ายจากเหนื่อยเมื่อยล้าทิวทัศน์ : ทีห่ายเราเห็นความสวยงามที่มิอาจสร้างขึ้นเองสุดท้ายthankใจตัวเองที่เลือกไปเที่ยวครั้งนี้ไม่อย่างนั้นคงม่ายด่ายมีประสบการณ์ประทับใจในการไปเที่ยวครั้งนี้และเพลงนี้ +++วันที่เธอเจอปัญหามากมาย มองไปทางไหนว่างเปล่า ถ้าล้มลงถ้าทนไม่ไหว อย่าหนีไปแบกไว้คนเดียว+++ฉันรู้ดีว่ามันเป็นเช่นไร เรื่องราวเลวร้ายที่เธอเจอ ไม่ต้องห่วงถ้าดูแลเธอ จะต้องเป็นภาระให้ฉัน+++แต่อย่าอย่าบอกให้ฉันไกลห่าง อย่าอย่าเก็บมันไว้คนเดียว ขอใหฉันคนนี้ดูแลเธอ ขอให้ฉันคนนี้เคียงข้างเธอ+++ขอให้ฉันคนนี้อยู่เพื่อเธอ ทำหน้าที่เพื่อนรักที่ดีกับเธอ.........ทำหน้าที่เพื่อนรักที่ดีของเธอ......
12月2日 ประวัติลิเวอร์พูลประวัติของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล...
เมื่อเทศมนตรีเมืองได้มีมติอนุมัติ สร้างโบสถ์หลังใหม่ และโรงเรียนวันอาทิตย์ แทนโบสถ์เก่า 3 หลัง ของเมืองทีมีสภาพที่ทรุดโทรม และก็ได้ข้อสรุป คือ สร้างที่ ถนน.เบร็ดฟิลด์ นอร์ธ เขต Everton ในเดือน พฤษภาคม 1870 โดยมีขื่อว่า เซนต์ โดมิงโก ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ของชาวคริสต์ ในเมืองลิเวอร์พูล โดยเฉพาะวันอาทิตย์ โบสถ์แห่งนี้ เป็นแหล่งชุมชนของ ชนชั้นกลางและกรรมกร และต่างก็มีกิจกรรมร่วมกัน คือ กีฬา นั้นเองและก็ทำให้ชื่อเสียงของ โบสถ์ เซนต์ โดมิงโก เป็นที่แพร่หลาย เริ่มจากทีม คริกเก็ต ของ นักเรียนโรงเรียน เซนต์ โดมิงโก ซึ่งสามารถชนะทุกทีมที่แข่ง เป็นจุดเริ่มของการรวมพลเชียร์ แต่ทว่า คริกเก็ต เป็นกีฬาช่วง หน้าร้อนเท่านั้น แต่ยังคงมีกีฬา เบสบอล ที่จะว่าเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น เด็กๆ ได้ร้องขอคณะสงฆ์ ขอจัดตั้งทีมฟุตบอล (สมัยก่อนไม่มีใครนิยมเล่นกีฬาชนิดนี้ ) แต่เป็นกีฬา รักบี้ ที่เป็นที่นิยมกันมาก แต่คณะสงฆ์ก็ได้อนุมัติให้จัดตั้งทีม ฟุตบอล โดยใช้ชื่อว่า สโมสร เซนต์ โดมิงโก ในปี 1878 ในยุคนี้ 1878 - 1886 มีสโมสรฟุตบอลเกิดขึ้นมากกว่า 150 สโมสร และ สโมสร เซนต์ โดมิงโก ได้สร้างความประทับใจให้กับ แฟนบอลเมือง ลิเวอร์พูล และสโมสรแห่งนี้ก้ได้กลายมาเป็น Everton FC. ในเวลาต่อมา จากการบันทึกพบว่า เอฟเวอร์ตัน ลงแข่งฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกพบกับ เซนต์ ปีเตอร์ส เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 1879 และก็คว้าชัยได้ด้วย ต่อมาปี 1880 เอฟเวอร์ตัน เข้าร่วมฟุตบอล ลีก ของสมาคม แลงคาเชียร์ ซึ่งต้องพบกันทีมต่างๆเช่น โบลตัน หรือ เบอร์เคนเฮด แต่สนามเหย้าของ เอฟเวอร์ตัน ขณะนั้นก็คือ สวนสาธารณะ Stanley Park ต่อมาสมาคมฟุตบอล แลงคาเชียร์ ออกกฏว่า ทุกทีมต้องมีสนามเหย้า เป็นของตัวเอง ทำให้ Everton ต้องประชุมด่วนที่ โรงแรม แซนดอน ซึ่งโรงแรมนี้เป็นของ จอหน์ โฮลดิ้ง
โฮลดิ้ง เป็นผู้คลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังเป็นอย่างมาก เขายังมีตำแหน่งเป็น นายกเทศมนตรี เมือง ลิเวอร์พูล พรรคอนุรักษ์นิยม และเขาก็สามารถผลักดันให้ใช้ ที่ว่าง ถนนเพอรี่ย์ สร้างสนามฟุตบอล โดยมีการจ่ายค่าเช่าตอบแทน จากนั้นไม่นาน เจ้าของที่ก็ต้องการที่ดินคืน ทำให้ จอหน์ ต้องติดต่อกับ จอหน์ โอร์เรล ให้กับ เอฟเวอร์ตัน เช่าที่ราคาถูก และในวันที่ 28 กันยายน 1884 เอฟเวอร์ตัน ได้แข่งนัดแรกที่ Anfield โดยชนะ เอิร์ลสทาวน์ ด้วยสกอร์ 5 - 1 นานวันเข้า เอฟเวอร์ตัน ก็เป็นทีมประจำเมือง ลิเวอร์พูล โดยปริยาย จอหน์ โฮลดิ้ง ได้สร้างอัฒจรรย์เพิ่ม แฟนบอลต่างเข้ามาชมกันมากขึ้น กว่า 8,000 คน จนกระทั่งในปี 1888 ได้จัดให้มีสมาคมฟุตบอลอังกฤษ( F.A.) และระบบนักเตะอาชีพก็เกิดขึ้น ในปี 1885 โดยช่วงแรกนักเตะจะได้รับค่าจ้าง 3 ปอนด์/สัปดาห์ และก็มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกก็คือ บรรดากรรมกรในเมืองลิเวอร์พูล ได้เรียกร้อง ให้มีการหยุดเพิ่มขึ้นจากเดิม วันอาทิตย์ 1 วัน ขอหยุดเพิ่มในช่วงบ่ายของวันเสาร์ (ในสมัยก่อน ลิเวอร์พูล เป็นเมืองท่าสำคัญ และอุตสาหกรรมการต่อเรือ ของอังกฤษ มีกรรมกรทำงานที่นี่เยอะมากๆ ) สโมสร Everton ที่รุ่งเรือง ก็มีจุดเปลี่ยนจนได้เมื่อ จอหน์ โอร์เรล เจ้าของที่เพื่อนซื้ของ โฮลดิ้ง ได้ยกเลิกที่จะให้เช่าสนาม Anfield หลังจากที่เป็นของ Everton กว่า 7 ปี แต่ โฮลดิ้งก็พยายามที่จะขอซื้อ แต่ โอร์เรล ก็โก่งราคาสูงมากๆ โดย จอหน์ โฮลดิ้ง ต้องการ Anfield แห่งนี้เป็นของ Everton แต่สมาชิก 279 คนไม่ยอม และก็เกิด จุดแตกหักกันได้ก็คือ 15 มีนาคม 1892 เอฟเวอร์ตัน ได้ย้ายไปที่สนามใหม่ก็คือ กูดิสันปาร์ค และปล่อยให้ Anfield ล้างมีแต่สนามเปล่าๆ กับ อัฒจรรย์โล้นๆ และจอหน์ โฮลดิ้ง กับ จอหน์ โอร์เรล (เจ้าของที่ว่างเปล่า) ดูเหมือนว่า เอฟเวอร์ตัน จะไปได้สวยกับสนามแห่งใหม่ ขณะที่ Anfield ไม่มีอะไรที่ดีขึ้นเลย แต่ทว่า โฮลดิ้ง ไม่ยอมแพ้ เขาสร้างทีมฟุตบอลใหม่และก็ได้ตั้งชื่อสโมสรว่า LIVERPOOL FC. ตามชื่อเมืองนั่นเอง ในปี 1892 LIVERPOOL FC. ก็อยู่ที่สนาม Anfield และถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1892 นี้เอง (EST.1892) และจอหน์ โฮลดิ้ง ก็ได้พยายามขอจัดตั้งสโมสรฟุตบอล โดยขอสมัครเป็นสมาชิกกับ สมาคมฟุตบอล แต่เขาก็รู้ว่าต้องไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะยังเป็นสโมสรใหม่อยู่ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาได้พบกับ จอหน์ แม็คแคนน่า ผู้รู้ใจเพื่อนสนิทชาว ไอริช ซึ่ง แม็คแคนน่า เป็นคนที่คลั่งไคล้ฟุตบอลมาก และเขาเคยเป็นอดีตนักรักบี้เก่าด้วย แม็คแคนน่า (ผู้จัดการทีมคนแรกของ ลิเวอร์พูล) ก็เดินทางไปยัง สก็อตแลนด์ เพื่อค้นหานักฟุตบอลฝีมือดี และนี่ก็คือ ก้าวแรกของ สโมสร LIVERPOOL FC. ที่ผูกพันกับนักเตะ สก็อตแลนด์ มาคนแล้วคนเล่าตั้งแต่อดีต - ปัจจุบัน เป็นแนวทางของผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล ในยุคต่อๆมา
ขณะที่ แม็คแคนนา ได้พยายามหานักเตะเก่งๆ นั้น โฮลดิ้ง ได้สมัครแข่งฟุตบอล แลงคาเชียร์ ไปก่อนในวันที่ 1 กันยายน 1892 ขณะที่ Everton เปิดสนามใหม่ และชนะคู่แข่งได้ 4 - 1 แต่ ลิเวอร์พูล ทำได้ดีกว่าชนะคู่แข่งในลีกแลงคาเชียร์ 7 - 1 โดยหนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวของ ลิเวอร์พูล ทุกหน้าทุกฉบับ (จอหน์ โฮลดิ้ง เป็นผู้ที่ซื้อหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเลย เขาลงทุนควักเนื้อตัวเอง) และมีการบันทึกว่า มัลคอล์ม์ แม็ควีน เป็นนักเตะคนแรกของ ลิเวอร์พูล ที่สามารถทำประตูได้ การประโคมข่าว จากหนังสือพิมพ์ยังดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือ แฟนบอล เอฟเวอร์ตัน เป็นหมื่นๆ คนแต่กับ ลิเวอร์พูล ไม่ถึง 200 คน จอหน์ โฮลดิ้ง ยังมีกำลังจ่ายเงินค่าจ้างนักเตะ แม้เขาจะขาดทุน แต่เขาก็ทำได้ด้วยใจรักจริงๆ แต่แล้วผลสำเร็จจากการประโคมข่าวจาก หนังสือพิมพ์ก็ได้ผล เมื่อการแข่งขันนัดที่ 3 มีผู้ชมเข้ามาชมที่สนาม Anfield กว่า 3,000 คน โดยผลในนัดนี้ ลิเวอร์พูล ถล่ม สต็อคตั้น 8 - 1 และแล้วตำนานของ นักเตะชุดแรกของ ลิเวอร์พูล ก็มีการบันทึกว่า ไม่มีคนอังกฤษเลย มีนักเตะ สก็อตแลนด์ ทั้งหมด และไม่นานทีมชุดนี้ก็มีฉายาว่า MACVERPOOL นักเตะ 8 ใน 10 รวมผู้จัดการทีมด้วยมีชื่อ Mac อยู่ด้วยแทบทั้งสิ้น จอหน์ แม็คลีน , จอหน์ แม็คไบรน์ , มิลคอล์ม แม็ควีน , ฮิวจ์ แม็คควีน ,แม็ต แม็คควีน , จอหน์ แม็คคาธี่ย์ , บิล แม็คโอเวน , โจ แม็คส์
จอหน์ แม็คแคนนา นอกจากเป็นผู้จัดการทีมคนแรก ยังดำรงตำแหน่งเป็น เลขาธิการของสโมสรด้วย หลังจากที่ ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์แลงคาเชียร์ แล้ว แม็คแคนนา ได้ส่งสาร ไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ว่า "ลิเวอร์พูล ต้องการสมัคร เข้าแข่งขันใน ดิวิชั่น 2" ซึ่งทางสมาคมตอบกลับมาว่า "ลิเวอร์พูลได้รับการอนุมัติ ขอให้มาที่ ลอนดอนด่วน เพื่อดำเนินการ ด้านเอกสาร" ข่าวนี้ สร้างความตื่นเต้นให้กับ แฟนบอล และนักเตะ และจอหน์ โฮลดิ้งมาก เนื่องจากว่า เขาไม่ได้บอกกับใครเลย 2 กันยายน 1893 ลิเวอร์พูลแข่งใน ดิวิชั่น 2 เป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยออกไปเยือน มิดเดิ้ลสโบร์ ไอออนโนโปลิส และก็เป็น ลิเวอร์พูล ที่สามารถเก็บชัยชนะได้ 2 - 0 โดย มัลคอล์ม แม็ควีน คือผู้ยิงประตูแรกในฟุตบอลลีกให้กับสโมสร 9 กันยายน 1893 ที่ Anfield เป็นนัดแรกใน ดิวิชั่น 2 ถล่ม ลินคอล์ม ซิตี้ 4 - 0 และแฟนบอลก็เพิ่มมากขึ้น และในปีนี้เอง ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ด้วยการไม่แพ้ใครเลย 28 นัด ชนะ 22 เสมอ 6 แต่ทว่าก็ไม่สามารถเลื่อนไปแข่ง ดิวิชั่น 1 เหมือนในปัจจุบัน ต้องแข่งกับ 3 ทีมท้ายตารางในดิวิชั่น 1 เรียกกันว่า "Test Match" และก็เป็น ลิเวอร์พูล ที่สามารถเข้าถึงรอบชิงสุดท้าย พบกับ นิวตั้น ฮีท (แมนฯยูฯ) และก็เป็น ลิเวอร์พูล ที่สามารถชนะไปได้ 2 - 0 ผงาดขึ้นสู่ ดิวิชั่น 1 เพียงแค่ 2 ฤดูกาลที่ก่อตั้งสโมสรเท่านั้น ลิเวอร์พูล สามารถเข้าสู่การแข่ง ดิวิชั่น 1 ลีกสุงสุดของประเทศได้สำเร็จ แต่ทว่า ดิวิชั่น 1 ไม่ง่ายอย่างที่คิด แข่ง 8 นัด ลิเวอร์พูลทำได้แค่ แพ้ 4 เสมอ 4 แต่สิ่งที่กลับตรงข้ามกับผลการแข่งขันก็คือ แฟนบอลเพิ่มมากขึ้นหลายร้อยเท่าตัวทีเดียว เป็นการยืนยันว่า เมืองลิเวอร์พูล มีทีมฟุตบอลอยู่ 2 ทีมนั่นก็คือ เอฟเวอร์ตัน และ ลิเวอร์พูล ในนัดที่ 9 วันที่ 13 ตุลาคม 1894 ถือเป็น "ดาร์บี้ แม็ตซ์ "แรกของเมืองลิเวอร์พูล โดยแข่งที่ กูดิสัน ปาร์ค มีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน โดยนัดนี้ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเก่งกว่าสามารถชนะไปได้ 3 - 0 โดยลูกสุดท้ายกองหลัง ลิเวอร์พูลทำเข้าประตูตัวเอง เพราะมองไม่เห็นลูกฟุตบอล(ไม่มีไฟในสนามเหมือนในปัจจุบันนี้) และนัดที่ 2 ที่ Anfield ลิเวอร์พูลทำได้แค่ เสมอ 2 - 2 ส่งผลให้แฟนบอลลดลงกว่าครึ่ง หลังจากนัดนี้ผลงานของ ลิเวอร์พูล ตกต่ำอย่างมากจนถึงกับหล่นสู่ ดิวิชั่น 2 จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ แม็คแคนน่า เป็นประธานสโมสร และมี วิลเลี่ยม บาร์เคลย์ W.E.Barclay เป็นเลขาของสโมสร และผู้จัดการทีมควบคู่กันไปด้วย โดยทั้งคู่ประกาศว่า จะพาทีมกลับสู่ดิวิชั่น 1 ให้ได้ภายใน 1 ฤดูกาล เขายังคงซื้อนักเตะจาก สก๊อตแลนด์ มาเสริมทีมอีก เขาได้ ศูนย์หน้า ดาวซัลโวจาก ไลท์ แอตแลนติก ซึ่งเป็นนักเตะทีมชาติ สก็อตแลนด์ คนแรกของสโมสร เขาคือ ยอร์จ อัลลัน อายุเขาน้อยมากเพียง 24 ปีเท่านั้น ในท้ายฤดูกาล 1895 - 1896 ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 แพ้แค่ 6 นัด และแข่ง "Test Match" กับ ร็อตเตอร์แฮลม์ ผลก็ออกมา ลิเวอร์พูลถล่ม 10 - 1 โดย ยอร์จ อัลลัน ยิงคนเดียว 4 ลูก เป็นสถิติของสโมสรลิเวอร์พูล เลยทีเดียว และในฤดูกาลนี้เอง ลิเวอร์พูล สร้างประวัติศาสตร์ สามารถทำประตูได้ 106 ลูก/ฤดูกาล เป็นสถิติแห่ง ศตวรรษ นอกจากนี้ แฟรงค์ เบ็คตั้น นักเตะยอดนิยมของ ลิเวอร์พูล ได้รับเกียรติจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เรียกตัวรวมทีมดาราลีก อังกฤษ แข่งกับ รวมดาราลีก สก็อตแลนด์ อีกด้วย จอหน์ แม็คแคนน่า ได้เป็นวีรบุรุษ แห่ง Anfield ที่สามารถสร้างทีมดังที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า "ลิเวอร์พูลจะกลับมาให้ได้ภายใน 1 ฤดูกาล" และในฤดูกาลแรกของการกลับสู่ ดิวิชั่น 1 เมื่อจบฤดูกาล ลิเวอร์พูล ได้ตำแหน่งที่ 5 สูงกว่า เอฟเวอร์ตัน และในปีนี้เอง ลิเวอร์พูล สามารถเข้ารอบรองชนะเลิศ เอฟ.เอ.คัพ และถือเป็นสถิติครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร โดยพบกับทีม แอสตัน วิลลา และพ่ายไป 3 - 0 แต่ เอฟเวอร์ตัน ได้เข้าชิงชนะเลิศ จากผลงานของทีม ฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้ จอหน์ แม็คแคนนา เสริมทีมโดยซื้อตัว ทอม วัตสัน เลขาธิการของ สโมสร ซันเดอร์แลนด์ โดยให้เขามาทำหน้าที่เป็น รองเลขาธิการ สโมสรลิเวอร์พูล ซึ่งการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่ามากๆ เพราะว่า ทอม วัตสัน ได้วางระบบการสร้างทีมอย่างมืออาชีพจริงๆ ลิเวอร์พูล ได้สร้างนักเตะให้กับทีมชาติ อังกฤษ เมื่อ แฮรรี่ แบรดชอว์ ติดทีมชาติอังกฤษ และ แฟรงค์ เบ็ตตั้น ยอร์จ อัลลัน 2 นักเตะสก็อตแลนด์ ก็ติดทีมชาติชุดชนะอังกฤษ 2 - 1 อีกด้วย ในปี 1898 - 1889 ลิเวอร์พูล ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีก คือ เปลี่ยนแปลงสีเสื้อของทีมเป็น สีแดง รวมถึงคว้านักเตะอีก 2 - 3 คน แร็ป โฮเวลล์ นักเตะเชื้อสาย ยิปซีโรมาเนียน และนักเตะที่เรียกว่า ฮีโร่ ของ ลิเวอร์พูล "อเล็กซ์ เรสเบ็ค" ชาวสก็อต โดยนักเตะคนนี้นั้นเป็นที่ถูกใจของ แม็คแคนน่า มาก เรสเบ็ค สูงเพียง 5.9 ฟุต แต่ด้วยการเล่นที่ดุดัน เขาเป็นคนที่มีใจรัก ลิเวอร์พูล เป็นอย่างมาก จากการที่ได้นักเตะอย่างเขามาทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถผงาดสู่ ดิวิชั่น 1 รวมถึงเข้ารอบลึกๆใน F.A.CUP จนหลายคนคิดว่าปีนี้น่าจะได้ "ดับเบิ้ลแชมป์" แต่แล้วทุกอย่างก็แห้วหมดทุกถ้วย ในลีกดิวิชั่น 1 นัดสุดท้ายออกไปเยือน วิลลา นัดนี้ว่ากันว่าใครชนะได้แชมป์เลย แต่ทว่าลิเวอร์พูล พ่ายอย่างหมดรูป 0 - 5 และ F.A.CUP ก็พ่ายให้กับ เชฟฟิลด์ฯเว้นสเดย์ ซึ่งแข่งแล้วแข่งไม่รู้กี่นัดแต่แฟนบอลก็ยังให้การสนับสนุนทีมเป็นอย่างดี แม้ว่าในฤดูกาลต่อมา 1899 - 1900 ลิเวอร์พูล จะทำอันดับได้แค่ที่ 10 เท่านั้น ฤดูกาล 1900 - 1901 เป็นปีที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ ซึ่งรอคอยมากว่า 8 ปีทีเดียว ซึ่งไม่มีใครคาดว่า ทีมจะได้แชมป์ดิวิชั่น 1 เพราะแพ้ 8 นัดรวด ประเสียประตูกว่า 31 ลูก แต่ใน 12 นัดสุดท้ายทีมกลับไม่แพ้ใครเลย ชนะ 9 เสมอ 3 และแล้ว การแข่งขันนัดสำคัญ ที่เร้าใจที่สุด ก็คือ นัดที่พบกับ แมนฯซิตี้ ที่ แอนฟิลด์ เพราะว่า ถ้าชนะนัดนี้ จะได้ลุ้นแชมป์ต่อไป และทีมก็สามารถชนะได้ 3 - 1 ต่อมาในนัดสุดท้าย หงส์แดง ต้องออกไปเยือน เวสต์บรอมวิช เอลเบี้ยน ที่สนาม ฮอว์ธอโน ของ เวสบรอมฯ และก็เป็นสปิริตของ เวสต์บรอม ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แต่ก็ถูกลิเวอร์พูล เฉือน 1 - 0 และสามารถคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรกของสโมสร
รายชื่อนักเตะชุดแชมป์ดิวิชั่น 1ครั้งแรก ในประวัติศาสตร์สโมสร ฤดูกาล 1900 - 1901 ทีมได้เดินทางกลับบ้านในวันจันทร์ โดยรถไฟแต่ทว่าเวลานั้นดึกมาแล้ว แฟนบอลหลายหมื่นคน รออยู่แล้วที่สถานีรถไฟ พร้อมกับวงโยธวาทิต ต้อนรับ "วีรบุรุษผู้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่" และในเช้าตรู่ของวันนั้น ถ้วยแชมป์ดิวิชั่น 1 ก็มาสู่แอนฟิลด์ ที่สำคัญ จอหน์ โฮลดิ้ง และ จอหน์ แม็คแคนนา ทั้งสองคนมีความภูมิใจ เป็นอย่างมากเขาบอกว่า "ถ้วยแชมป์ดิวิชั่น 1 นี้ เป็นเพียงการเริ่มต้น และต่อไป ถ้วยชนะเลิศฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ จะต้องเรียงราย มาสู่ถิ่นฐานนี้ ทั้งสองคนเชื่อมั่นว่า เป็นเช่นนั้น และปัจจุบัน ถ้วยความสำเร็จต่างๆ จะมาสู่สโมสรเยอะมาก อย่างที่เขาทั้งคู่ได้กล่าวไว้เมื่อ ศตวรรษที่แล้ว" แต่แล้วความเศร้าก็ต้องมาเยือน เมื่อ จอหน์ โฮลดิ้ง เสียชีวิตใน ค.ศ.1902 ขณะที่เขาอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ด้วยวัย 70 ปี จอหน์ โฮลดิ้ง (แฟนบอลเรียกเขาว่า King John) เขาทุ่มเวลาให้กับสโมสรกว่า 20 ปี เพื่อสโมสรลิเวอร์พูลทุกด้าน ทั้งด้านการเงิน การบริหารทีม พิธีศพของเขายิ่งใหญ่มาก โดยนักเตะของ ลิเวอร์พูล และก็เอฟเวอร์ตัน ช่วยกันแบกโลงศพของเขา ธงของทั้งสองสโมสร คลุมโลงศพของเขา ทุกคนในเมืองลิเวอร์พูลต่างเศร้ามาก กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ KING JOHN ผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับเมือง หลังจากที่ทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้ไม่นานก็เกิดปัญหาเมื่อ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ได้วางกฏว่า "นักเตะทุกคน ต้องได้เงินรายสัปดาห์เท่ากัน คือ 4 ปอนด์ต่อสัปดาห์" โดยไม่มีโบนัส แต่จะมีในตอนจบฤดูกาลเท่านั้น สร้างความไม่พอใจ ให้กับนักเตะจำนวนมาก ซึ่งยุคนั้นมีแฟนบอลกว่า 18,000 คนมาชมเกม พวกนักเตะน่าจะมีเงินค่าเหนื่อยมากกว่า 10 ปอนด์/สัปดาห์ กฏนี้ ทำให้นักเตะหลายคน ไม่อยากเล่น สิ่งนี้เองทำให้ แม็คแคนนา กดดันอย่างมาก แต่ก็ต้องทำตามระบบการเงินของฟุตบอลลีก และทำให้กนักเตะหลายๆ คนต้องย้าย และแขวนสตั๊ดในที่สุด เหลือไว้แต่เพียง "อเล็กซ์ เร็สแบ็ค" ที่สโมสรรั้งเขาไว้ โดยจ้างพิเศษในฐานะสมุห์บัญชี และเจ้าหน้าที่เก็บเงินป้ายโฆษณา แต่แล้วฤดูกาลต่อมา ทีมก็ไม่สามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้โดยได้อันดับกลางตารางเท่านั้น ในฤดูกาล 1902- 1903 ได้อันดับ 5 และแย่ลงไปอีกเมื่อฤดูกาลต่อมาเกือบตกชั้นดีที่สโมสรสามารถชนะในการแข่งขัน เทสต์ แม็ตซ์ กับทีม เวสต์บรอมวิช 11月30日 รักเพื่อน |
|
||||||||||
|
|